สายไฟในโรงงานมีกี่ประเภท ? รู้จัก 7 แบบพร้อมวิธีเลือกใช้

สายไฟใช้ในโรงงานหลากสีติดตั้งบนรางเคเบิลสำหรับระบบไฟฟ้าและเครื่องจักร

Key Takeaways

สายไฟใช้ในโรงงานมีหลายประเภทและแต่ละชนิดทำหน้าที่ต่างกัน เช่น สายแกนเดี่ยวสำหรับวงจรทั่วไป สาย NYY สำหรับระบบจ่ายไฟ สาย CV สำหรับวงจรกำลัง สาย VCT สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการความยืดหยุ่น รวมถึงสายควบคุมและสาย Instrumentation สำหรับระบบอัตโนมัติ การเลือกสายไฟจึงต้องพิจารณามากกว่าขนาดของสาย โดยควรดูทั้งกระแสโหลด แรงดันไฟฟ้า วิธีติดตั้ง สภาพแวดล้อม และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สายไฟเหมาะกับหน้าที่ของแต่ละวงจร ลดความเสี่ยงจากความร้อน แรงดันตก หรือสัญญาณรบกวน และช่วยให้ระบบไฟฟ้าภายในโรงงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น

ระบบไฟฟ้าเปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนกระบวนการผลิตภายในโรงงาน ตั้งแต่ระบบแสงสว่าง เครื่องจักร มอเตอร์ สายพานลำเลียง ตู้ควบคุม ไปจนถึงระบบสื่อสารและอุปกรณ์ตรวจวัด หากเลือกสายไฟไม่เหมาะกับลักษณะโหลดหรือสภาพแวดล้อม อาจทำให้สายไฟร้อนผิดปกติ ฉนวนเสื่อมเร็ว แรงดันตก เครื่องจักรหยุดทำงาน หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้ได้

ประเภทสายไฟที่ใช้ในโรงงาน

สายไฟในโรงงานมีกี่ประเภท ? รู้ไว้ ใช้งานได้อย่างมั่นใจ

หากแบ่งตามลักษณะการใช้งาน สามารถจำแนกสายไฟใช้ในโรงงานออกเป็น 7 ประเภทหลัก ตั้งแต่สายสำหรับวงจรทั่วไป ไปจนถึงสายสำหรับระบบควบคุมและวงจรที่ต้องทำงานระหว่างเกิดเพลิงไหม้

1. สายไฟแกนเดี่ยวสำหรับเดินภายในท่อร้อยสาย

สายไฟแกนเดี่ยว เช่น 60227 IEC 01 เป็นสายตัวนำทองแดงหุ้มฉนวน PVC ออกแบบสำหรับการติดตั้งแบบยึดอยู่กับที่ มีพิกัดแรงดัน 450/750 V

ฟังก์ชันหลักของสายไฟใช้ในโรงงานประเภทนี้คือใช้เป็นตัวนำในวงจรไฟฟ้าทั่วไป เช่น วงจรแสงสว่าง เต้ารับ วงจรย่อย และวงจรภายในตู้ไฟ โดยทั่วไปจะเดินผ่านท่อร้อยสายหรือรางที่ให้การป้องกันทางกลเพิ่มเติม

ข้อดีคือโครงสร้างไม่ซับซ้อน สามารถเลือกขนาดและสีของสายแต่ละเส้นตามหน้าที่ เช่น สายเฟส สายนิวทรัล และสายดิน ทำให้จัดระบบและตรวจสอบวงจรได้สะดวก อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีเปลือกหุ้มชั้นนอก จึงไม่เหมาะสำหรับนำไปฝังดินหรือวางในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อความชื้นและแรงกระแทกโดยตรง

2. สาย NYY สำหรับระบบจ่ายไฟและงานติดตั้งภายนอก

สาย NYY เป็นสายไฟใช้ในโรงงานที่มีฉนวน PVC รอบตัวนำและมีเปลือก PVC หุ้มภายนอกอีกชั้น โครงสร้างดังกล่าวช่วยเพิ่มการป้องกันสายจากสภาพแวดล้อมเมื่อเทียบกับสายแกนเดี่ยวที่มีเพียงฉนวน

ฟังก์ชันหลักคือใช้ส่งกำลังไฟฟ้าจากแหล่งจ่ายหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง เช่น จากตู้เมนไปยังตู้ย่อย อาคารผลิต เครื่องจักร หรือพื้นที่ใช้งานต่าง ๆ ภายในบริเวณโรงงาน จึงสามารถพบได้ทั้งในระบบจ่ายไฟหลักและวงจรป้อน

สาย NYY มีทั้งแบบแกนเดียวและหลายแกน เหมาะสำหรับงานที่ต้องการสายมีเปลือกป้องกันเพิ่มเติม และสามารถนำไปใช้กับการเดินสายภายนอกหรือฝังดินได้เมื่อออกแบบวิธีติดตั้งอย่างถูกต้อง ทั้งนี้ หากพื้นที่มีความเสี่ยงจากแรงกด การขุดเจาะ หรือการกระแทก ควรจัดให้มีการป้องกันทางกลเพิ่มเติมตามลักษณะหน้างาน

3. สาย CV หรือสายฉนวน XLPE สำหรับวงจรกำลัง

สายไฟ CV ใช้ตัวนำทองแดงร่วมกับฉนวน XLPE หรือ Cross-linked Polyethylene และมีเปลือกป้องกันด้านนอก จุดเด่นของวัสดุ XLPE คือคุณสมบัติด้านความร้อนและทางไฟฟ้าที่เหมาะสำหรับสายกำลัง จึงพบการใช้งานอย่างแพร่หลายในระบบไฟฟ้าอุตสาหกรรม

ฟังก์ชันหลักของสาย CV คือการส่งกำลังไฟฟ้าในวงจรกำลัง เช่น มอเตอร์ เครื่องจักรขนาดใหญ่ ปั๊ม คอมเพรสเซอร์ Chiller หรือตู้ Motor Control Center (MCC) สายประเภทนี้จึงเหมาะกับระบบที่ต้องรองรับโหลดต่อเนื่อง แต่การคำนวณต้องพิจารณากระแสใช้งาน วิธีเดินสาย อุณหภูมิแวดล้อม ระยะทาง และค่าการลดพิกัดกระแสร่วมด้วย

4. สาย VCT สำหรับอุปกรณ์ที่ต้องการความยืดหยุ่น

สาย VCT เป็นสายอ่อนที่ใช้ตัวนำทองแดงฝอย ทำให้โค้งงอและเคลื่อนย้ายได้สะดวกกว่าสายสำหรับงานติดตั้งแบบถาวร และโดยทั่วไปประกอบด้วยตัวนำหลายแกนอยู่ภายในเปลือกสายเส้นเดียว

ฟังก์ชันหลักคือการจ่ายไฟให้อุปกรณ์ที่อาจมีการเคลื่อนย้ายหรือเกิดการสั่นสะเทือนขณะใช้งาน เช่น เครื่องมือไฟฟ้า เครื่องเชื่อม ปั๊มเคลื่อนที่ หรือเครื่องจักรบางประเภทที่ต้องการสายต่อเชื่อมแบบยืดหยุ่น

อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นของสาย VCT ไม่ได้หมายความว่าจะเหมาะกับงานที่ต้องโค้งงอซ้ำตลอดเวลา เช่น Cable Chain หรือแขนกลอุตสาหกรรม งานประเภทดังกล่าวควรเลือกสาย Continuous Flex หรือสายสำหรับ Motion Control ที่ออกแบบให้รองรับการเคลื่อนไหวซ้ำโดยเฉพาะ

5. สายควบคุมสำหรับส่งคำสั่งไปยังเครื่องจักร

สาย Control Cable เป็นอีกกลุ่มสำคัญในโรงงานที่ใช้ระบบอัตโนมัติ เพราะเครื่องจักรต้องมีวงจรสำหรับส่งคำสั่งระหว่างตู้ควบคุมกับอุปกรณ์ต่าง ๆ

ฟังก์ชันหลักของสายควบคุมคือส่งสัญญาณสำหรับสั่งเปิด ปิด หยุด เดินหน้า ถอยหลัง หรือส่งสถานะระหว่างอุปกรณ์ เช่น รีเลย์ คอนแทคเตอร์ ลิมิตสวิตช์ โซลินอยด์วาล์ว และตู้ควบคุม

สายไฟใช้ในโรงงานชนิดนี้มักมีตัวนำหลายแกนในสายเดียว เพื่อให้สามารถรองรับวงจรคำสั่งจำนวนมากได้โดยไม่ต้องเดินสายแยกหลายเส้น หากพื้นที่ติดตั้งอยู่ใกล้มอเตอร์ อินเวอร์เตอร์ หรือสายกำลัง อาจพิจารณาใช้สาย Control Cable แบบมีชิลด์เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสัญญาณรบกวนทางแม่เหล็กไฟฟ้า

6. สายสัญญาณและสาย Instrumentation

ในกระบวนการผลิตสมัยใหม่ เซนเซอร์และเครื่องมือวัดมีบทบาทสำคัญในการส่งข้อมูลเข้าสู่ PLC, DCS หรือระบบควบคุมกลาง จึงต้องใช้สายที่ออกแบบมาสำหรับรับส่งสัญญาณโดยเฉพาะ

ฟังก์ชันหลักของ Instrumentation Cable คือส่งค่าที่วัดได้จากภาคสนาม เช่น อุณหภูมิ ความดัน ระดับของเหลว และอัตราการไหล รวมถึงสัญญาณมาตรฐานที่ใช้ในระบบควบคุมอุตสาหกรรม เช่น 4-20 mA

สายประเภทนี้อาจใช้ตัวนำแบบคู่บิดเกลียวและมีชิลด์เพื่อช่วยลดสัญญาณรบกวน โดยเฉพาะบริเวณที่มีมอเตอร์ขนาดใหญ่ อินเวอร์เตอร์ หรืออุปกรณ์กำลังสูง การรบกวนของสัญญาณอาจทำให้ค่าที่ส่งเข้าสู่ระบบควบคุมคลาดเคลื่อน จึงควรให้ความสำคัญกับทั้งชนิดสาย วิธีเดินสาย การใช้ชิลด์ และการต่อลงดินอย่างเหมาะสม

7. สายทนไฟและสายลดการแพร่กระจายของเปลวไฟ

ระบบบางส่วนของโรงงานจำเป็นต้องรักษาการทำงานไว้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบระบายควัน ไฟฉุกเฉิน หรือวงจรที่เกี่ยวข้องกับการอพยพ จึงมีการใช้สายที่ได้รับการออกแบบและทดสอบด้านพฤติกรรมเมื่อเกิดเพลิงไหม้โดยเฉพาะ

ฟังก์ชันของสายทนไฟ คือช่วยรักษาความต่อเนื่องของวงจรภายใต้เงื่อนไขการทดสอบที่กำหนด โดย IEC 60331 เป็นหนึ่งในชุดมาตรฐานที่ใช้ทดสอบการคงสภาพวงจรเมื่อสายเผชิญไฟ

ส่วนสาย Flame Retardant เน้นลดการลุกลามของเปลวไฟ ซึ่งต่างจากการรักษาการทำงานของวงจร โดย IEC 60332 เป็นชุดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการทดสอบการแพร่กระจายของเปลวไฟบนสายไฟ นอกจากนี้ ยังมีสาย Low Smoke Halogen Free (LSHF/LSZH) ที่ออกแบบให้มีควันต่ำและจำกัดการปล่อยก๊าซฮาโลเจนเมื่อเกิดเพลิงไหม้ โดยต้องพิจารณามาตรฐานการทดสอบของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดประกอบด้วย

ดังนั้น คำว่า Fire Resistant, Flame Retardant และ Low Smoke Halogen Free จึงไม่ควรใช้แทนกัน เพราะแต่ละคุณสมบัติมีวัตถุประสงค์และวิธีทดสอบแตกต่างกัน

สายไฟใช้ในโรงงานแบบตัวนำทองแดงหลายแกน หุ้มฉนวนสีต่าง ๆ สำหรับระบบไฟฟ้า

วิธีเลือกสายไฟให้เหมาะกับโรงงาน เพิ่มความปลอดภัยให้ระบบ

เมื่อทราบแล้วว่าสายไฟใช้ในโรงงานมีกี่ประเภท ขั้นตอนต่อมาคือการเลือกชนิดและขนาดสายให้สัมพันธ์กับระบบ เพราะแม้จะเลือกประเภทสายถูกต้อง แต่หากขนาดหรือวิธีติดตั้งไม่เหมาะสมก็ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพและความปลอดภัยได้

พิจารณากระแสโหลดและแรงดันไฟฟ้า

ตรวจสอบแรงดันและกระแสของวงจร โดยขนาดตัวนำต้องรองรับกระแสโหลดได้ตามเงื่อนไขการติดตั้ง และสัมพันธ์กับพิกัดของอุปกรณ์ป้องกัน เช่น Circuit Breaker หรือ Fuse พร้อมพิจารณาลักษณะโหลด เช่น มอเตอร์ที่มีกระแสขณะเริ่มเดินเครื่องสูงกว่ากระแสปกติ ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมตรวจสอบแรงดันตก เพราะแรงดันที่ปลายทางต่ำเกินไปอาจส่งผลต่อการทำงานและการสตาร์ตของเครื่องจักร

ตรวจสอบรูปแบบการติดตั้ง

พิกัดกระแสของสายไม่ได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่หน้าตัดเพียงอย่างเดียว แต่ยังสัมพันธ์กับการระบายความร้อนของสายด้วย การติดตั้งในท่อ บนรางเคเบิล ฝังใต้ดิน หรือวางรวมหลายวงจรจึงอาจทำให้สายขนาดเดียวกันรองรับกระแสได้แตกต่างกัน หากมีสายหลายเส้นวางรวมกัน ความร้อนอาจสะสมมากขึ้น จึงต้องนำตัวประกอบปรับลดพิกัดกระแส (Derating Factor) มาใช้ประกอบการคำนวณ

ประเมินสภาพแวดล้อมภายในโรงงาน

แต่ละพื้นที่ของโรงงานมีสภาพแวดล้อมแตกต่างกัน เช่น บริเวณเตาหรือเครื่องจักรที่มีอุณหภูมิสูง พื้นที่เปียกชื้น จุดที่สัมผัสน้ำมันหรือสารเคมี และพื้นที่ที่มีแรงสั่นสะเทือน ดังนั้น ต้องตรวจสอบว่าวัสดุฉนวนและเปลือกสายรองรับสภาพแวดล้อมนั้นได้หรือไม่ รวมถึงพิจารณาการป้องกันทางกลในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อแรงกระแทกหรือการถูกเครื่องจักรทำความเสียหาย

แยกหน้าที่ของวงจรกำลังและวงจรสัญญาณ

สายกำลังมีหน้าที่ส่งพลังงานให้โหลด ส่วนสายควบคุมและสาย Instrumentation เน้นส่งคำสั่งหรือข้อมูล จึงไม่ควรเลือกสายจากจำนวนแกนเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การเดินสายสัญญาณใกล้กับสายกำลังหรืออุปกรณ์ที่สร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าอาจทำให้เกิด Noise และส่งผลต่อข้อมูลที่ระบบควบคุมได้รับ จึงควรออกแบบเส้นทางเดินสายและการป้องกันสัญญาณรบกวนอย่างเหมาะสม

เลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่านมาตรฐาน

ควรตรวจสอบมาตรฐานของสายไฟให้ตรงกับการใช้งาน เช่น มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือมาตรฐาน IEC ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงตรวจสอบข้อมูลบนสายและเอกสารผลิตภัณฑ์ เช่น ชนิดสาย ขนาดตัวนำ จำนวนแกน พิกัดแรงดัน วัสดุฉนวน และมาตรฐานอ้างอิงทุกครั้ง รวมถึงให้การออกแบบและติดตั้งระบบไฟฟ้าเป็นไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง

เลือกสายไฟใช้ในโรงงานให้ถูกประเภท เพิ่มความมั่นใจให้ทุกระบบ

สำหรับผู้ประกอบการ ผู้รับเหมา และผู้ดูแลโครงการที่กำลังมองหาแหล่งขายส่งสายไฟที่มีสินค้าให้เลือกอย่างครบวงจร TETA INTERTRADE พร้อมให้บริการสายไฟอะลูมิเนียม สายไฟทองแดง รวมถึงอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง แรงต่ำ ลูกถ้วย อุปกรณ์เซฟตี้ อุปกรณ์ติดตั้งระบบสายดิน และอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า โดยคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ ช่วยให้สามารถเลือกสินค้าได้เหมาะกับแบบงาน งบประมาณ และความต้องการของแต่ละโครงการ เพื่อวางระบบไฟฟ้าภายในโรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมั่นใจยิ่งขึ้น

ติดต่อ TETA INTERTRADE วันนี้ เพื่อยกระดับความปลอดภัยและประสิทธิภาพของงานติดตั้งระบบไฟฟ้าในทุกโครงการของคุณ

ข้อมูลอ้างอิง

  1. IEC 60227-1:2024 | IEC. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 จาก https://webstore.iec.ch/en/publication/71989.
  2. IEC 60227-3 Redline version. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 จาก https://webstore.iec.ch/en/publication/92416 .
  3. IEC 60502-1:2021 | IEC. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 จาก https://webstore.iec.ch/en/publication/64963 .
  4. IEC 60331-1:2018 | IEC. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 จาก https://webstore.iec.ch/en/publication/28094.
  5. IEC 60332-1-2:2025 | IEC. สืบค้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 จาก https://webstore.iec.ch/en/publication/80873.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับสายไฟใช้ในโรงงาน (FAQs)

สายไฟใช้ในโรงงาน ควรเปลี่ยนเมื่อใช้งานมากี่ปี ?

สายไฟไม่มีอายุการใช้งานตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับชนิดสาย อุณหภูมิ โหลด สภาพแวดล้อม และคุณภาพการติดตั้ง ควรตรวจสอบสภาพสายเป็นระยะ หากพบฉนวนแตกร้าว แข็งกรอบ เปลี่ยนสี มีรอยไหม้ หรือเกิดความร้อนผิดปกติ ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและพิจารณาเปลี่ยนก่อนเกิดความเสียหายต่อระบบ

สายไฟใช้ในโรงงาน สามารถต่อสายเพื่อเพิ่มความยาวได้หรือไม่ ?

สามารถทำได้ในบางกรณี แต่ต้องใช้อุปกรณ์และวิธีการต่อสายที่เหมาะกับชนิดและขนาดของสาย พร้อมติดตั้งจุดต่อในตำแหน่งที่สามารถตรวจสอบและบำรุงรักษาได้ การต่อสายที่ไม่ได้มาตรฐานอาจเพิ่มความต้านทานบริเวณรอยต่อ ทำให้เกิดความร้อนและเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของระบบไฟฟ้า

สายไฟอะลูมิเนียมสามารถใช้ในโรงงานแทนสายไฟทองแดงได้หรือไม่ ?

สามารถใช้ได้หากออกแบบระบบให้เหมาะสม เนื่องจากอะลูมิเนียมและทองแดงมีคุณสมบัติทางไฟฟ้าและทางกลแตกต่างกัน หากใช้สายอะลูมิเนียมจึงต้องเลือกพื้นที่หน้าตัด ขั้วต่อ และอุปกรณ์ประกอบที่รองรับตัวนำอะลูมิเนียมโดยเฉพาะ ไม่ควรนำขนาดสายทองแดงมาเทียบใช้โดยตรงโดยไม่มีการคำนวณใหม่

ทำไมสายไฟใช้ในโรงงานบางเส้นจึงมีขนาดใหญ่กว่าสายไฟทั่วไปมาก ?

เนื่องจากเครื่องจักรและอุปกรณ์ภายในโรงงานบางชนิดต้องการกำลังไฟและกระแสสูง รวมถึงอาจอยู่ห่างจากแหล่งจ่ายไฟเป็นระยะทางมาก จึงต้องใช้ตัวนำที่มีพื้นที่หน้าตัดเพียงพอเพื่อรองรับกระแสและควบคุมแรงดันตกให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

โรงงานควรตรวจสอบสายไฟบ่อยแค่ไหน ?

ความถี่ในการตรวจสอบควรกำหนดตามลักษณะการใช้งาน ความสำคัญของวงจร และสภาพแวดล้อมของแต่ละโรงงาน โดยเฉพาะจุดต่อ ตู้ไฟ และบริเวณที่มีความร้อน ความชื้น สารเคมี หรือแรงสั่นสะเทือนสูง ควรมีแผนตรวจสอบและบำรุงรักษาเชิงป้องกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อค้นหาความผิดปกติก่อนส่งผลกระทบต่อการผลิต

Author

  • TETA Intertrade

    TETA INTERTRADE คือทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง และแรงต่ำที่มีประสบการณ์จริงในอุตสาหกรรมมากกว่า 10 ปี พร้อมให้ความรู้เชิงลึกและคำแนะนำระดับมืออาชีพเกี่ยวกับการใช้งาน ติดตั้ง และเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับโครงการทุกขนาด ตั้งแต่ระบบสายดินและสายล่อฟ้า จนถึงอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าและอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับอาคารอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยทั่วไปเรานำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงจากแหล่งผลิตที่ได้รับการยอมรับ ตั้งแต่อุปกรณ์แรงสูง-แรงต่ำ สายไฟ สายอะลูมิเนียม สายทองแดง ลูกถ้วยไฟฟ้า อุปกรณ์ติดตั้งระบบสายดิน และอุปกรณ์ความปลอดภัย เพื่อให้ลูกค้าทุกระดับสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และคุ้มค่าที่สุดในตลาดไทยความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน – ระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำ – การเลือกและใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าเชิงอุตสาหกรรม – ระบบป้องกันฟ้าผ่าและระบบสายดิน – ความปลอดภัยและมาตรฐานการติดตั้งไฟฟ้า – การให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคแก่ลูกค้าและผู้รับเหมา

    View all posts

บทความอื่นๆที่เกี่ยวข้อง