Key Takeaway from This Topic
เครื่องจักรที่รวนอยู่บ่อย ๆ ในช่วงที่มีพายุฝน คือสัญญาณเตือนบอกให้รู้ว่า ระบบป้องกันฟ้าผ่าเดิมเริ่มเสื่อมสภาพ ทั้งจากคราบออกไซด์บนหัวล่อฟ้าหรือค่ากราวด์ดินที่สูงเกินมาตรฐานจนระบายประจุไม่ทัน อีกทั้งการต่อเติมอาคารหรือติดโซลาร์เซลล์เพิ่มอาจทำให้รัศมีการป้องกันไม่ครอบคลุมตามระดับการป้องกันฟ้าผ่า (Lightning Protection Level: LPL) จนเกิดจุดบอดอันตราย การอัปเกรดสู่เทคโนโลยีล่อฟ้าแรงสูง จึงเป็นทางออกที่ช่วยควบคุมแรงดันมหาศาลและปกป้องโรงงานได้อย่างเบ็ดเสร็จในระยะยาว
ในหน้าฝนหรือช่วงที่มีพายุฤดูร้อนพัดผ่าน ทำให้หลาย ๆ พื้นที่ต้องเจอกับความเสียหายรุนแรง อีกทั้งระบบป้องกันฟ้าผ่าที่ติดตั้งมานาน อาจเสื่อมสภาพจนเริ่ม “เอาไม่อยู่” โดยที่คุณไม่รู้ตัว การละเลยสัญญาณเตือนเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความสูญเสียมหาศาลต่อทั้งเครื่องจักรและระบบไฟฟ้าในโรงงานของคุณ การทำความเข้าใจสถานะของระบบและการตรวจสอบตามระดับการป้องกันฟ้าผ่าที่ได้มาตรฐาน เป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง
ทำความเข้าใจ “ระดับการป้องกันฟ้าผ่า” (LPL) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
ในการออกแบบและประเมินประสิทธิภาพของระบบป้องกันภัยจากฟ้าผ่า วิศวกรจะอ้างอิงมาตรฐานสากลอย่าง IEC 62305 ซึ่งมีการแบ่งระดับการป้องกันฟ้าผ่า (Lightning Protection Level: LPL) ออกเป็น 4 ระดับ โดยแต่ละระดับจะกำหนดพารามิเตอร์ของกระแสฟ้าผ่าที่ระบบต้องรองรับได้ ตั้งแต่ค่าต่ำสุดไปจนถึงค่าสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าอาคารจะได้รับความคุ้มครองอย่างเหมาะสมตามความเสี่ยง
- LPL I : เป็นระดับการป้องกันสูงสุด ใช้สำหรับอาคารที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่น คลังเก็บวัตถุไวไฟ หรือโรงพยาบาล
- LPL II : สำหรับอาคารที่มีความสำคัญและมีมูลค่าทรัพย์สินมาก
- LPL III & IV : ใช้สำหรับอาคารทั่วไปหรือบ้านเรือนที่ความเสี่ยงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
หากอาคารของคุณมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือมีการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ระบบเดิมที่เคยออกแบบไว้ที่ระดับ LPL ต่ำ อาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันในปัจจุบันอีกต่อไป
5 สัญญาณเตือน ระบบป้องกันฟ้าผ่าเดิมอาจใช้งานได้ไม่ดีอีกต่อไป
1. อุปกรณ์ไฟฟ้าและคอนโทรลเลอร์รวนบ่อยผิดปกติ
ความผิดปกติของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์คือสัญญาณของการเกิด “ไฟกระชาก” (Surge) ที่ระบบเดิมระบายทิ้งได้ไม่ดีพอ เพราะเมื่อเกิดแรงดันเกินชั่วขณะ (Transient Voltage) จะไหลเข้าสู่โครงข่ายไฟฟ้า บอร์ดคอนโทรลเลอร์หรือเซนเซอร์ PLC ที่มีความไวสูงจะได้รับความเสียหายสะสม ลองสังเกตดูว่า หากคุณต้องเปลี่ยนอะไหล่เหล่านี้บ่อยครั้งในช่วงที่มีพายุฝน แสดงว่าอุปกรณ์ป้องกันไฟกระชาก (SPD) หรือโครงสร้างการถ่ายเทประจุในระบบป้องกันฟ้าผ่าของคุณเริ่มเสื่อมสภาพ จนจัดการพลังงานมหาศาลไม่ได้อีกต่อไป
2. หัวล่อฟ้ามีคราบออกไซด์หรือรอยไหม้
สภาพทางกายภาพที่ทรุดโทรมส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการนำกระแส หากหัวล่อฟ้าบนดาดฟ้ามีคราบออกไซด์จากการกัดกร่อน หรือมี “รอยอาร์ค” (Arcing) จากการกระโดดของกระแสไฟฟ้า แสดงว่าวัสดุเริ่มเสื่อมสภาพหรือจุดเชื่อมต่อไม่แน่นหนาพอ ทำให้การรับประจุทำได้ไม่เต็มที่และอาจเกิดความร้อนสูงจนเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ การปล่อยให้หัวล่อฟ้าชำรุดจึงเท่ากับลดทอนความปลอดภัยของอาคารโดยตรง
3. ค่าความต้านทานดิน (Ground Resistance) สูงเกินมาตรฐาน
หัวใจของระบบป้องกันฟ้าผ่า คือการระบายกระแสลงสู่ดิน หากระบบกราวด์มีค่าความต้านทานสูงเกินมาตรฐาน (ควรต่ำกว่า 5 โอห์ม) กระแสไฟฟ้าจะไม่สามารถถ่ายเทลงดินได้ทันท่วงที และจะย้อนกลับ (Back Flashover) เข้าสู่ตัวอาคารแทน ซึ่งสาเหตุมักเกิดจากสภาพดินที่เปลี่ยนไปหรือการผุกร่อนของแท่งกราวด์ การไม่ตรวจเช็กค่าความต้านทานดินเป็นประจำจึงทำให้ระบบป้องกันทั้งหมดล้มเหลวได้เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง
4. ระบบเดิมไม่ครอบคลุม “ระดับการป้องกันฟ้าผ่า” (LPL) ที่เหมาะสม
เมื่ออาคารมีการต่อเติมหรือติดตั้งอุปกรณ์บนหลังคาเพิ่ม เช่น แผงโซลาร์เซลล์ หรือหอหล่อเย็น ความเสี่ยงเดิมจะเปลี่ยนไปทันที โดยเฉพาะหากระบบที่ติดตั้งไว้ไม่ได้รับการคำนวณใหม่ตามระดับการป้องกันฟ้าผ่า (LPL) ที่เหมาะสม จะทำให้เกิด “จุดบอด” ในรัศมีการป้องกัน จนอาจทำให้เกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าลงอุปกรณ์ที่ติดตั้งใหม่ได้โดยตรง สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินและระบบพลังงานที่เพิ่งลงทุนไป
5. ติดตั้งมานานกว่า 5-10 ปี โดยขาดการบำรุงรักษา
ความล้าหลังของวัสดุอุปกรณ์เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ สายดิน (Down Conductor) ที่เผชิญแดดฝนสะสมอาจเกิดการหลุดหลวมหรือกัดกร่อนจนจุดเชื่อมต่อขาดจากกัน เมื่อเส้นทางการไหลของกระแสไฟฟ้าขาดตอน พลังงานมหาศาลจะเปลี่ยนทิศทางไปไหลผ่านโครงสร้างเหล็กหรือท่อน้ำแทน ซึ่งเป็นอันตรายต่อทั้งโครงสร้างอาคารและบุคลากร การตรวจสอบโดยวิศวกรอย่างน้อยปีละครั้งจึงเป็นเรื่องสำคัญเพื่อรักษาประสิทธิภาพของระบบป้องกันฟ้าผ่าให้พร้อมใช้งานเสมอ
อัปเกรดความปลอดภัยด้วย “ล่อฟ้าแรงสูง” จาก TETA INTERTRADE
อย่าปล่อยให้ระบบที่ล้าสมัยกลายเป็นจุดอ่อนของโรงงาน การเลือกใช้อุปกรณ์ล่อฟ้าแรงสูง (High Voltage Connector/Arrester) ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับกระแสไฟมหาศาล จะช่วยเปลี่ยนแรงดันอันตรายให้กลายเป็นเรื่องที่คุณควบคุมได้
สามารถเลือกชมสินค้าได้ที่เว็บไซต์ หรือสั่งซื้อผ่าน Line พร้อมรับคำแนะนำจากทีมเทคนิคที่ช่วยคุณเลือกสินค้าประเภทล่อฟ้าแรงสูงให้มีสเปกเหมาะสมกับการใช้งานได้อย่างปลอดภัย
ข้อมูลอ้างอิง :
- What is the lightning protection level?. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 จาก https://lpsfr.com/en/what-is-the-level-of-protection/
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับระบบป้องกันฟ้าผ่าและล่อฟ้าแรงสูง (FAQs)
Q: ระดับการป้องกันฟ้าผ่า 4 ระดับ มีอะไรบ้าง ?
A: ตามมาตรฐานสากล IEC 62305 การป้องกันแบ่งออกเป็น 4 ระดับ (Lightning Protection Level: LPL) โดยคำนวณจากความสามารถในการรองรับกระแสฟ้าผ่าและความน่าจะเป็นในการป้องกัน ดังนี้
- ระดับ I (LPL I) : เป็นระดับสูงสุด รองรับกระแสฟ้าผ่าได้ถึง 200kA มีความเชื่อถือได้ในการป้องกันสูงถึง 99% เหมาะสำหรับสถานีบริการน้ำมัน คลังเก็บวัตถุไวไฟ โรงไฟฟ้า หรือโรงพยาบาล
- ระดับ II (LPL II) : รองรับกระแสฟ้าผ่าได้ 150kA มีความเชื่อถือได้ 95% เหมาะสำหรับอาคารที่มีความสำคัญสูง หรือโรงงานอุตสาหกรรมที่มีเครื่องจักรราคาสูง
- ระดับ III (LPL III) : รองรับกระแสฟ้าผ่าได้ 100kA มีความเชื่อถือได้ 88% เป็นระดับมาตรฐานสำหรับอาคารสำนักงาน โรงเรียน หรือที่พักอาศัยทั่วไป
ระดับ IV (LPL IV) : รองรับกระแสฟ้าผ่าได้ 100kA (เท่ากับระดับ III แต่มีพารามิเตอร์การป้องกันอื่น ๆ ต่ำกว่า) มีความเชื่อถือได้ 81% เหมาะสำหรับอาคารที่ไม่มีความซับซ้อนและมีความเสี่ยงต่ำ
Q: ไฟกระชาก (Surge) ส่งผลเสียอย่างไรต่อโรงงาน ?
A: ทำให้บอร์ดคอนโทรลเลอร์, เซนเซอร์ PLC และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหายสะสมหรือพังทันที ส่งผลให้สายการผลิตหยุดชะงัก (Downtime) และมีค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูง
Q: ทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้ “ล่อฟ้าแรงสูง” แทนอุปกรณ์แบบเดิม ?
A: อุปกรณ์ล่อฟ้าแรงสูงออกแบบมาเพื่อรองรับและถ่ายเทกระแสไฟฟ้าแรงดันสูงได้รวดเร็วและปลอดภัยกว่า ลดการเกิดรอยอาร์คและความร้อนสะสมที่จุดเชื่อมต่อ ช่วยให้ระบบมีความเสถียรมากขึ้น
Q: ควรทดสอบค่าความต้านทานดินบ่อยแค่ไหน ?
A: ควรตรวจสอบอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือหลังจากที่มีเหตุการณ์ฟ้าผ่าลงอาคารโดยตรง เพื่อให้มั่นใจว่าค่าความต้านทานยังต่ำกว่า 5 โอห์ม ตามมาตรฐานวิศวกรรม
Author
TETA INTERTRADE คือทีมผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง และแรงต่ำที่มีประสบการณ์จริงในอุตสาหกรรมมากกว่า 10 ปี พร้อมให้ความรู้เชิงลึกและคำแนะนำระดับมืออาชีพเกี่ยวกับการใช้งาน ติดตั้ง และเลือกอุปกรณ์ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับโครงการทุกขนาด ตั้งแต่ระบบสายดินและสายล่อฟ้า จนถึงอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่าและอุปกรณ์ความปลอดภัยสำหรับอาคารอุตสาหกรรมและที่อยู่อาศัยทั่วไป
เรานำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าคุณภาพสูงจากแหล่งผลิตที่ได้รับการยอมรับ ตั้งแต่อุปกรณ์แรงสูง-แรงต่ำ สายไฟ สายอะลูมิเนียม สายทองแดง ลูกถ้วยไฟฟ้า อุปกรณ์ติดตั้งระบบสายดิน และอุปกรณ์ความปลอดภัย เพื่อให้ลูกค้าทุกระดับสามารถเข้าถึงสินค้าและบริการที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และคุ้มค่าที่สุดในตลาดไทย
ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน
- ระบบไฟฟ้าแรงสูงและแรงต่ำ
- การเลือกและใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าเชิงอุตสาหกรรม
- ระบบป้องกันฟ้าผ่าและระบบสายดิน
- ความปลอดภัยและมาตรฐานการติดตั้งไฟฟ้า
- การให้คำปรึกษาเชิงเทคนิคแก่ลูกค้าและผู้รับเหมา